ขอสารภาพและยอมรับผิด (จบ)

 

 

 

ให้พี่รู้ไว้ว่า "วันที่พี่จะไปจากผมได้ คือวันที่ผมตายจากพี่ไปเท่านั้น"

ต่อให้เป็นให้ตายยังไง ผมก็จะไม่ยอมสูญเสีย พี่กอล์ฟไป

พี่กอล์ฟผู้ที่คนรักเป็นยิ่งกว่าดวงใจของผม

 

 

 

ผมหาทุกวิถีทางที่จะทำให้พี่กอล์ฟรับรู้อยู่ถึงการมีตัวตนของผม

เราอยู่ห้องเดียวกันก็จริง แต่พี่กอล์ฟทำตัวเหมือนอยู่คนเดียว

เหมือนผมเป็นอากาศธาตุที่มองไม่เห็นลอยไปลอยมา

ถึงตอนนั้นผมถึงตระหนักได้ว่า "ความผิดครั้งนี้มันเกินให้อภัย

แต่......ผมขอโอกาสเพียงอีกครั้งเดียว

ครั้งเดียวก็เกินพอแล้วสำหรับผม"

 

 

 

ผมค้นหาวิธีการต่างๆนานา ที่จะมาทำให้คนใจแข็งอย่างพี่กอล์ฟยอมมอบโอกาสให้

เริ่มตั้งแต่ตอนบ่ายวันที่ผมได้ทำเรื่องโง่งี่เง่าบัดซบลงไป  พี่กอล์ฟเก็บตัวอยู่แต่ในห้องนอน

ผมโทรสั่งกุหลาบขาวมาอย่างมากมายหลายร้อยดอกจากหลายร้าน

(ไม่กล้าออกไปซื้อเอง กลัวพี่กอล์ฟหนี)

 กุหลาบสีขาวที่พี่กอล์ฟชอบเป็นพิเศษมากกว่ากุหลาบสีอื่นๆ

ตั้งใจบรรจงเอากุหลาบขาวเหล่านั้น ใส่แจกันแล้ววางประดับตกแต่งทั่วห้อง

จนห้องทั้งห้องเหมือนสวนกุหลาบที่มีเทวดามาเนรมิตก็ไม่ปาน

 

 

 

กุหลาบขาว ตัวแทน แห่งรักแท้ที่บริสุทธิ์

หวังว่าความบริสุทธิ์แห่งสีขาวของกุหลาบ

จะช่วยให้พี่กอล์ฟได้รับรู้ถึงความรักแท้บริสุทธิ์ ที่ผมมีให้แก่พี่เขา

 

หวังว่าสีขาวของกุหลาบที่สื่อถึงความจริงใจ

จะทำให้พี่กอล์ฟรับรู้ถึงความจริงใจที่ผมมีต่อพี่เขา

 

 

 

ความจริงใจและบริสุทธิ์ใจของผมคงช่วยทำให้พี่กอล์ฟยกโทษให้ผมง่ายๆ

 

แต่.....................................................................

 

 

ความหวังของผมทั้งหมดกลับพังทลายเหมือนกลีบกุหลาบที่ขาดน้ำแล้วแห้งเหี่ยวโรยรา

 

 

เมื่อ...................................................................

 

 

ผมไปเคาะประตูห้องนอน

แล้วพี่กอล์ฟเปิดประตูออกมาเจอกับห้องที่ประดับประดาไปด้วยกุหาบสีขาวนับร้อยดอก

ผมคุกเข่าลงต่อหน้าพี่กอล์ฟ คำพูดที่ผมเอ่ยออกมาจากใจในคือ

"พี่ครับ  ผมขอโทษ

แต่งงานกับผมเถอะครับ"

 

 

ทันทีที่สิ้นเสียงของผม เสียงปิดประตูห้องนอนดังขึ้นแทนเป็นคำตอบ

เหมือนคนตรงหน้าที่ผมเพิ่งขอแต่งงาน ได้ปิดประตูหัวใจไม่ต้อนรับผมอีกต่อไปแล้ว

ผมเริ่มอึดอัด เศร้า วิตก กังวล มันสุดที่จะบรรยายออกมาได้

ความคิดต่างๆไหลเข้ามาให้หัวผม มันตะโกนแข่งกัน

แข่งกันที่จะบอกวิธีที่จะให้รั้งพี่ไว้ ไม่ให้เสียพี่ไป

 

 

จากความคิดที่ไหลเข้ามาในหัว ได้ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นเสียงจากปากผมที่ตะโกนพร่ำเพ้อพรรณนาอยู่หน้าประตูห้อง เพียงหวังว่าคนที่อยู่ข้างในจะได้ยินและรับรู้ถึงความรู้สึกผิดที่ได้ทำสิ่งที่ไม่สมควรลงไป

 

"ผมขอโทษครับ พี่จะให้ผมทำอะไรก็ได้ ผมยอม แต่พี่อย่างทิ้งผมไปแล้วอย่าทำแบบนี้"

 

"ถ้าพี่แต่งงานกับผม ผมยอมทำหมัน"

 

"ผมจะตั้งใจเรียน เชื่อฟังพี่ทุกอย่าง พี่ให้โอกาสผมนะครับ"

 

"ผมยอมทุกอย่างเลยพี่ ผมขอโทษครับ"

 

และอีกหลายร้อยถ้อยคำที่ผมเฝ้าบอกอยู่อย่างนั้น

จนในที่สุดประตูห้องนอนก็ถูกเปิดออก

ใจผมพองวาบขึ้นมาทันที เพียงแต่มัยพองอยู่ได้ครู่เดียวเท่านั้นก่อนที่จะกลับไปแฟ่บลงกว่าเก่า

คนในห้องก้าวเท้าเดินออกมา ไม่มีแม้กระทั่งสายตาที่จะมองผมที่นั่งคุกเข่าอยู่ตรงนั้น

ผมเอื้อมมือจะไปจับ

 แต่.......................................

 

 

 

ความกล้าของผมมันหายไปไหนหมด

ตอนนั้นยังกล้าทำอะไรชั่วๆเลวๆลงไปได้เลย แล้วตอนนี้ทำไมมันกลับไม่กล้า

ไม่กล้าแม้จะจับเนื้อต้องตัวพี่เขา ทั้งๆที่พี่เขาก็ไม่ได้ห้าม หรือมีปฏิกิริยาต่อต้านโต้ตอบแต่อย่างไร

มันคงเป็นเพราะความละอายในสิ่งที่ทำลงไป ทำให้ความกล้าหาญชาญชัยที่เคยมีมันหายไปหมด

 

 

ผมได้แต่มองดูพี่เขาทำอะไรต่อมิอะไรอย่างห่างๆด้วยใจที่กระสับกระส่ายเป็นที่สุดตั้งแต่เคยเกิดมา

กระสับกระส่ายร้อนรุ่มด้วยความผิดที่ตัวเองทำ ด้วยใจที่กลัวพี่เขาจะทิ้งหรือหนีไปอีก

แต่พี่กอล์ฟทำตัวตามเดิมปกติทุกอย่างเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่ในความปกตินั้นผมรับรู้ได้ถึงความไม่ปกติในใจพี่เขา

ในใจพี่เขาที่ตอนนี้คงรังเกียจผมมาก ผมถึงได้ไม่มีค่าพอที่จะอยู่แม้ในสายตาของพี่เขาอีกต่อไป

พี่กอล์ฟทำอะไรทุกอย่างเหมือนอยู่ในห้องเพียงลำพังคนเดียว

 

ทำกับข้าวทานคนเดียว(ไม่เพื่อผมที่นั่งมองอยู่ ผมได้แต่อาศัยนมกล่องกับคุ๊กกี้เป็นที่พึ่งในยามนั้น    เพราะกลัวโรคกระเพาะกำเริบถึงทาน ตอนนั้นมันทานอะไรไม่ลง อีกอย่างไม่มีอะไรให้ทานด้วย            จะออกไปซื้อก็กลัวว่าพี่กอล์ฟจะหนีไป)

 

นั่งดูโทรทัศน์คนเดียวบนโซฟาแล้วก็กดเปลี่ยนช่องไปมา (ผมได้แต่นั่งอยู่ที่พรมปูพื้นอย่างห่างๆ) ที่จริงแล้วพี่กอล์ฟก็ไม่ได้ห้ามอะไร ถ้าผมจะไปนั่งบนโซฟาด้วย แต่พอผมมองดูสีหน้าและแววตาของพี่กอล์ฟแล้วมันเหมือนหุ่นยนต์มากกว่าคน  หุ่นยนต์ที่แข็งทื่อไร้ความรู้สึก ตาพี่กอล์ฟมองที่โทรทัศน์ แต่ในแววตากลับดูว่างเปล่าเลื่อนลอย สีหน้านิ่งเฉย ทั้งๆที่มันรายการตลก ผมเลยไม่กล้าที่จะเข้าใกล้พี่เขา

 

แล้วพี่กอล์ฟก็นอนคนเดียว ทั้งๆที่ผมลองไปเปิดประตูดู ก็ปรากฏว่าไม่ได้ล็อค แต่ภาพที่ผมเห็นคือพี่กอล์ฟนอนร้องไห้ใบหน้าซบกับหมอน นั่นเป็นเหตุให้ผมไม่กล้าที่จะนอนร่วมเตียงหรือร่วมห้องกับพี่กอล์ฟ ผมต้องเนรเทศตัวเองออกมานอนบนโซฟาหน้าโทรทัศน์

 

ผมนอนคิด

ผมทำอะไรลงไป

ผมทำผิดสัญญา ผมทำร้ายคนที่ตัวเองรัก ทำไมผมถึงเป็นคนแบบนี้

แล้วผมจะต้องทำยังไง ตอนนั้นสมองผมตึง ใจว้าวุ่นเป็นที่สุด

 

 

แล้วแวบหนึ่งในห้วงเวลานั้นผมก็คิดถึงหน้าของอาแหมะ

ผมรีบต่อโทรศัพท์หาแหมะ บอกว่าจะเข้าไปหาเดี๋ยวนี้ มีเรื่องปรึกษาด่วน

ก่อนออกไป ผมแอบเข้าไปดูให้แน่ใจว่าพี่กอล์ฟหลับแน่ดีแล้ว

เพื่อความแน่ใจสำหรับผมเองแล้ว ทว่าพี่กอล์ฟตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วจะแอบหนีไป

ผมเลยต้องล็อคแม่กุญแจข้างนอกประตูอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะไปหาแหมะกลางดึกวันนั้น

 

 

ผมเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้อาแหมะฟัง

ตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งแรกเมื่อสี่ปีก่อนที่แหมะยังไม่รู้ (ไม่มีใครรู้ว่าผมเคยทำชั่วๆกับพี่กอล์ฟมาแล้วครั้งหนึ่ง ทุกคนในบ้านรู้เพียงแต่ว่าผมรักพี่กอล์ฟ ถึงแม้มันจะเป็นความรักที่ผิดแปลกไป)

และเหตุการณ์ในทำนองเดียวที่เพิ่งเกิดขึ้นไปเมื่อกลางวันนี้ ให้แหมะได้รู้พร้อมกันในทีเดียว

อาแหมะพูดคำหนึ่งที่มันแทงใจผมมากคือ

"แหมะไม่เคยเลี้ยงลูกให้มีนิสัยแบบนี้"

มันดูเหมือนเป็นคำพูดที่ธรรมดา แต่สำหรับผมมันเจ็บลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจ

และผมยิ่งเจ็บเป็นทวีคูณเมื่อเห็นอาแหมะทำท่าจะเป็นลมเพราะรับไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้น

ตอนนั้นผมได้แต่โทษตัวเองว่าทำไมผมถึงได้เลวนัก

ทำให้คนรักเจ็บปวดได้ถึงสองคนในเวลาใกล้เคียง

 

ผมบอกกับแหมะว่าผมจะรับผิดชอบโดยการแต่งงานกับพี่เขา เพื่อเรียกความมั่นใจเชื่อใจกลับคืนมา   แหมะบอกให้ปรึกษาอาป๊ากับแม่ของพี่เขา ถ้าตกลงได้ก็แต่งเลยวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ เรื่องอย่างนี้ปล่อยไว้นานไม่ได้ (ผมเลยนั่งทำการ์ดแล้วเอามาลงใน Blog เพราะถามพี่กอล์ฟแล้วไม่ยอมตอบแต่รู้ว่าพี่กอล์ฟต้องเข้ามาดูแน่)

 

ผมต่อสายหาป๊าทั้งๆที่รู้อยู่ว่าป๊านั้นช่วงนี้คงยุ่งมากเพราะสถานการณ์ความขัดแย้งของบ้านเมือง แต่พอป๊ารู้ว่าผมทำอะไรลงไป อาป๊าบอกว่าจะเป็นธุระคุยกับแม่พี่กอล์ฟให้เองแล้ว