ขอสารภาพและยอมรับผิด 1

   

 

ยอมรับว่ากว่าจะเขียนคำตอบนี้ออกมาได้  ผมใช้เวลาในการคิดและทำใจอยู่นาน

 

 

เพราะอะไรเหรอครับ ???

 

 

เพราะการที่ผมเขียนเล่าสิ่งที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ มันเหมือนเป็นการเขียนตอกย้ำความผิดของตัวเองแต่ผมก็จะทำ ผมให้สัญญากับตัวเองแล้วว่า ในเมื่อผมกล้าทำก็ต้องกล้ารับ ผมมันลูกผู้ชาย(ที่รักผู้ชาย)ซะอย่าง  อีกอย่างมันจะได้คอยเป็นสิ่งเตือนใจผมไปตลอดชีวิต ถ้าผมจะรักกับคนที่ชื่อว่า "พี่กอล์ฟ"

 

 

ที่จริงเนื้อหาของ blog อันนี้ผมตั้งใจจะเขียนตั้งแต่ตอนเกิดเรื่องขึ้นแรกๆ แต่ด้วยความไม่สะดวกหลายประการคือ ตัวผมเองตั้งแต่เกิดเรื่องก็ไปอยู่ที่บ้านอาแหมะโดนสั่งเก็บตัวและยึดทรัพย์สินสิ่งของที่จะเอื้อต่อการติดต่อกับโลกภายนอกทั้งหมด ให้อยู่ด้วยกันกับพี่กอล์ฟในห้องตลอดเวลาเท่าที่จะเป็นไปได้ (ยกเว้นเวลาไปเรียน เรียนเสร็จแล้วก็ต้องรีบกลับ ให้คนขับรถไปรับไปส่ง ห้ามไปไหนทั้งนั้น แม้กระทั่งซ้อมบาส ผมเลยอดเป็นตัวจริงในการแข่งกีฬาระหว่างคณะเลย แต่ไม่เป็นไร ผมยอมรับโดยดุษฎี) ผมเลยไม่มีอินเตอร์เน็ทที่จะติดต่อ มีแอบใช้บ้างเวลาไปเรียน และขออาแหมะเมื่อจำเป็นต้องใช้จริงๆเพื่อการเรียน

 

ชีวิตกว่าครึ่งเดือนที่ผมไม่ได้ใช้โทรศัพท์มือถือ ไม่ได้ท่องอินเตอร์เน็ท(มีบางครั้งที่แอบเล่น) ไม่มีรถใช้เอง ไม่ได้ดูโทรศัพท์ ฟังเพลง ไม่ได้ออกไปเดินซื้อของ ไม่ได้ไปไหนต่อไหน และไม่ได้อะไรอีกหลายๆอย่าง เพื่อให้ผมใช้เวลาเหล่านั้นอยู่กับคนที่ผมรัก

 

คนรักที่ผมเพิ่งทำร้ายเขามา ทำร้ายจนไม่น่าให้อภัยเป็นอันขาด

 

 

 

เรื่องทั้งหมดผมเป็นคนผิดเอง ผิดตั้งแต่วันนั้น

วันที่ผมไปส่งพี่กอล์ฟเพื่อซ้อมเดินแบบให้กับงานประจำจังหวัดที่มีอาแหมะเป็นกรรมการจัดงานร่วมอยู่ด้วย

ผมยอมรับว่าวันนั้นผมหึงและน้อยใจให้กับพี่กอล์ฟมาก

หึงที่พี่กอล์ฟไปเล่น พูดคุยกับคนจัดคิวเดินแบบ ทั้งที่ดูก็รู้ว่าท่าทางของเขานั้นมาเพื่อจีบพี่เป็นแน่ แต่พี่ไม่มีแววที่จะปฏิเสธ หรือพูดปัดอะไรอีกออกไปเลย ผมเลยตั้งใจว่าวันนั้นผมจะไม่ไปเรียน(ก็มีเรียนบ่ายแค่วิชาเดียว)เพื่ออยู่ดูแลและปกป้องพี่กอล์ฟผู้เป็นที่รักของผม แต่พี่กอล์ฟกลับไล่ผม บอกให้ผมกลับไปเรียน ตอนนั้นผมน้อยใจพี่กอล์ฟมากๆ ผมเลยอธิบายเหตุผลให้พี่ฟังด้วยเสียงที่เข้มและดังกว่าเดิมแต่พี่ก็ไม่ยอมฟัง จนผมหมดวิธีที่จะพูดตั้งใจว่าจะลงจากรถไปยืนทำอารมณ์อยู่ข้างรถแล้วค่อยกลับเข้าไปพูดใหม่ แต่ตอนที่ผมจะปิดประตูรถ มันหลุดมือทำให้เกิดเสียงดังจนพี่กอล์ฟสะดุ้ง

 

 

ตอนนั้นพี่กอล์ฟคงคิดว่าผมปิดประตูรถด้วยอารมณ์ที่โกรธ ผมมองเข้าไปในรถผมเห็นพี่กอล์ฟข้ามมานั่งฝั่งคนขับแล้วติดเครื่องออกไปโดยไม่หันมาสนใจผมเลย ความน้อยใจของผมเริ่มเพิ่มเป็นทวีคูณ ในเมื่ออยากให้ผมไปเรียนผมก็จะไปเรียน สุดท้ายผมก็ต้องขึ้นรถสองแถวไปเรียน วันนั้นทั้งวันผมเรียนไม่รู้เรื่อง ในหัวผมมันมีแต่เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้านี้ จนผมทนเรียนต่อไปไม่ไหว ขออนุญาตอาจารย์ผู้สอนออกมาแล้วโทรศัพท์หาพี่กอล์ฟทันที  ผมโทรติด

 

แต่...............พี่กอล์ฟไม่รับสาย  เป็นอย่างนี้จนหมดเวลาเลิกเรียน ผมรีบวานให้เพื่อนไปส่งผมที่ห้องทันที

 

 

ผมกลับมาถึงห้อง ก็ไม่เจอพี่กอล์ฟ ผมรีบคว้ากุญแจอีกคันขับไปดูที่งาน ก็ไม่เจอพี่กอล์ฟ เขาบอกว่าพี่กอล์ฟขอตัวออกมาตั้งแต่ทานข้าวเที่ยงเสร็จแล้วยังไม่ได้เข้ามาอีกเลย ผมรีบโทรไปเช็คกับที่บ้านอาแหมะแต่พี่กอล์ฟไม่ได้ไปที่นั่น

 

 

ผมเริ่มจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มีความรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังจะสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป แต่ในอีกใจหนึ่งก็ยังพร่ำบอกตัวเองว่า

พี่กอล์ฟอาจจะไปธุระที่อื่นก็ได้

แล้วทำไมไม่รับโทรศัพท์เรา

ก็ทำธุระอยู่เลยไม่ว่างไง

เอาน่า...ยังไงพี่กอล์ฟก็ไม่ทิ้งเราหรอก พี่กอล์ฟต้องกลับไปทำกับข้าวให้เราทาน พี่กอล์ฟรู้ว่าถ้าเราทานข้าวผิดเวลาโรคกระเพาะจะกำเริบ ยังไงพี่กอล์ฟก็ต้องกลับไปที่ห้องเพื่อทำกับข้าว ถ้าไม่ทำก็ต้องโทรบอกเราแล้วว่าให้หาอะไรทานเองไปก่อนเลย

 

 

ผมตัดสินใจกลับไปที่ห้องอีกครั้งแต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าพี่กอล์ฟจะกลับมา ผมโทรศัพท์เป็นหลายสิบสาย เหมือนเดิมคือ โทรติดแต่ไม่รับสาย ตอนนี้ใจผมเริ่มไม่สุขแล้ว ผมเดินวนอยู่ในห้องเป็นหนูติดจั่น เดินไปโทรศัพท์ไปเช็คตามที่ต่างๆที่พี่กอล์ฟน่าจะไปแต่ก็ไม่มีใครเจอพี่กอล์ฟ

 

ยิ่งใกล้เวลาอาหารเย็นเข้ามาผมยิ่งกระวนกระวายใจ จนในที่สุดผมตัดสินใจหยิบขนมปังที่ยังพอมีติดตู้เย็นทานเพื่อพอประทังท้องไม่ให้โรคกำเริบ แล้วรีบคว้ากุญแจรถขับออกไปตระเวนหาพี่กอล์ฟทั่วเมือง ขับรถไปโทรศัพท์ไป ตอนนั้นเหมือนใจผมมันหลุดออกจากร่างไปแล้วครึ่งดวง ครึ่งดวงที่ยังเหลืออยู่ก็หวังว่ายังไงก็ต้องเจอพี่กอล์ฟให้ได้ จะเป็นจะตายยังไงผมก็ยอม ขอให้ได้เจอพี่กอล์ฟ

 

น้ำตาผมพาลจะไหลออกมาเอาดื้อๆ ได้แต่บอกตัวเองในใจว่าไม่ใช่เวลาที่จะมาอ่อนแอแล้วร้องไห้ เวลานี้คือเวลาที่ต้องออกตามหาพี่กอล์ฟ ถ้าหาไม่เจอมีหวังได้เสียพี่กอล์ฟไปแน่ ลางสังหรณ์ผมบอกอย่างนั้น

 

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป

สองชั่วโมง

สามชั่วโมง

สี่ชั่วโมงผ่านไป

ผมเติมน้ำมันไปแล้วสองรอบ แต่ก็ยังไม่เจอพี่กอล์ฟ ผมตัดสินใจกลับไปที่ห้องอีกครั้ง เพื่อว่าจะเจอพี่กอล์ฟนอนอยู่บนเตียงแล้วก็ได้ แต่เปล่าเลย มีแค่ความว่างเปล่า ตอนนั้นผมเหมือนร่างที่ไร้วิญญาณ อารมณ์น้อยใจ เสียใจประดังเข้ามาจนผมอดที่จะร้องไห้ไม่ได้ น้ำตาผมไหล นานเท่าไหร่แล้วที่ผมไม่ได้เสียน้ำตาให้กับพี่กอล์ฟ

 

ผมนั่งร้องไห้ไป คิดทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าไป มือก็ยังกดโทรศัพท์ติดต่อไป แต่ก็ไม่มีการตอบรับใดๆทั้งสิ้น

 

ผมผิดเหรอที่ผมรักพี่แล้วหวงพี่หึงพี่อยากดูแลพี่

ทำไมพี่ต้องไล่ผมด้วย

พี่ขับรถหนีผมไปทิ้งผมไว้ไม่หันกลับมาดู

แล้วตอนนี้พี่อยู่ไหน

ทำไมพี่ไม่รับโทรศัพท์ผม

พี่กอล์ฟ พี่อยู่ไหน พี่อย่าทิ้งผมไปนะ

พี่กอล์ฟ พี่..............

ประโยคพวกนี้มันเข้ามาวนเวียนในหัวผม ยิ่งทำให้ผมเสียใจ น้อยใจและกลัว

กลัวที่จะเสียพี่กอล์ฟไป

ผมรู้ว่าพี่กอล์ฟไม่ชอบคนที่ทำอารมณ์ใส่เวลาโกรธ ไม่ชอบคนที่ทำประชดประชัน แต่เมื่อเช้านี้ผมไม่ได้ตั้งใจทำ

ที่ผมพูดเสียงดังใส่พี่เพราะผมอยากให้พี่เข้าใจความรู้สึกห่วงใยของผมบ้าง มันเป็นเสียงที่ดังกึกก้องอยู่ในใจผมมานานแล้ว

ที่ผมปิดประตูรถเสียงดังเพราะมันหลุดมือ ผมไม่ได้ทำใส่หรือประชดประชันพี่เลย

ผมอยากบอกให้พี่เข้าใจ ขอให้ผมเจอพี่อีกครั้ง แล้วผมจะบอกกับพี่อย่างนี้ แต่ตอนนี้พี่กอล์ฟไม่อยู่แล้ว พี่กอล์ฟหายไปไหน ผมนั่งร้องไห้คร่ำครวญกับตัวเองอยู่นาน จนคิดวิธีการหนึ่งขึ้นมาได้

 

 

ผมรีบต่อสายถึงอาป๊าทันที ผมเล่าทุกอย่างให้ป๊าฟังแล้วให้ป๊าช่วยส่งลูกน้องออกติดตามพี่กอล์ฟให้ที ถ้าเจอตัวให้จับใส่กุญแจมือเอาไปไว้ที่โรงพักเลย ผมจะไปรับตัวกลับมาเอง ที่จริงผมก็ไม่อยากรบกวนอาป๊าและใช้วิธีการนี้ เพราะป๊าเองก็อยู่ที่กรุงเทพกำลังวุ่นกับสถานการณ์บ้านเมืองที่ตรึงเครียดและวิธีการนี้มันดูโหดร้ายเกินไปแต่ในเมื่อผมจนปัญญาแล้วก็ไม่รู้จะใช้วิธีการไหนดี ขอพึ่งบารมีป๊าก็แล้วกัน ป๊าก็รับปากคงเป็นเพราะอาป๊าได้ยินเสียงผมที่สะอื้นไห้

 

 

คืนนั้นทั้งคืนผมไม่ได้นอน ขับรถออกตระเวนหาพี่กอล์ฟไปทั่ว ไปทุกที่ ที่ไปได้ ผมโทรศัพท์จนแบตหมด ผมโดนตำรวจเรียกหลายครั้งเพราะขับรถฝ่าไฟแดงบ้าง ขับรถเร็วเกินไปบ้าง ขับรถกินเลนบ้าง เพราะใจผมไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว ใจผมมันวิ่งแต่จะไปหาพี่กอล์ฟอย่างเดียว ตำรวจพวกนั้นพอเห็นว่าเป็นผม ก็รู้ว่าเป็นลูกอาป๊าเค้าก็ปล่อยไป แล้วยังบอกอีกว่ายังไม่เจอคนที่ต้องการตัว ทำให้ผมได้รู้ว่าอาป๊าสั่งมาทางลูกน้องแล้ว

อะไรกันขนาดตำรวจยังหาไม่เจอ ใจผมพาลหาเรื่องตำรวจไปด้วย

ใกล้เช้ามืดผมกลับมาที่ห้อง ผมลากสภาพตัวเองที่อ่อนเพลียจากการขับรถและอดนอนมาทั้งนอนมาทั้งคืนล้มตัวลงไปนอนพักที่โซฟาแล้วน้ำตาผมก็ไหลออกมาจนผมหลับไป

 

 

ผมนอนไปได้ซักพักก็สะดุ้งตื่นเพราะฝันร้าย

ผมฝันว่าพี่กอล์ฟเดินหันหลังให้ผม

ผมเรียกเท่าไหร่ก็ไม่หันกลับมา

ผมตื่นขึ้นพร้อมทั้งน้ำตาที่ยังไหล

 

ผมไปเข้าห้องน้ำเห็นสภาพตัวเองแล้วน่าสมเพศเป็นที่สุด

ผมเลยอาบน้ำแล้วดื่มนมรองท้อง ก่อนที่จะได้รับโทรศัพท์จากป๊าว่าเจอตัวพี่กอล์ฟแล้ว ตอนนี้อยู่ที่สถานีตำรวจ ผมรีบขับรถออกไปด้วยความเร็วอย่างไม่คิดชีวิต ในตอนนั้นใจผมเต้นพองโตเป็นที่สุด ดีใจยิ่งกว่าได้สิ่งอื่นใดกลับคืนมา ผมตั้งใจว่าจะต้องเคลียร์กับพี่กอล์ฟให้รู้เรื่อง ถึงพี่กอล์ฟจะโกรธยังไงก็จะยอมรับผิดทุกอย่าง

 

 

ไปถึงโรงพัก ผมเห็นพี่กอล์ฟนั่งอยู่ในห้องรับรองเป็นอย่างดีดูท่าทางอิดโรยยังอยู่ในเสื้อผ้าตัวเดิมตั้งแต่เมื่อวาน(ไม่ได้ถูกใส่กุญแจมือแต่อย่างไร) ผมเข้าไปคุยและขอบคุณลุงตำรวจที่เป็นเพื่อนของป๊าก่อนที่จะพาตัวพี่กอล์ฟกลับมาที่ห้อง

 

 

ระหว่างทางที่นั่งมาบนรถพี่กอล์ฟไม่พูดไม่คุยไม่ตอบคำถามผมซักคำ หน้าก็ไม่มองผมด้วยซ้ำ ความตั้งใจเดิมที่มีอยู่เริ่มหดหายกลับความน้อยใจขึ้นมาแทน พอถึงห้องได้พี่กอล์ฟเดินไปเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า ผมถามว่าจะไปไหน ก็ไม่ยอมตอบ ทำเหมือนผมไม่ได้อยู่ในที่นั้นด้วย

 

 

ความน้อยใจผนวกกับความโกรธที่กำลังเริ่มก่อตัวของผมทำให้ผมเดินเข้าไปประชิดตัวพี่กอล์ฟ จัดการโอบกอดรัดแล้วอุ้มพี่กอล์ฟไปโยนลงบนเตียง  พี่กอล์ฟก็ยังไม่พูดกับผม ทำท่าเหมือนจะลุกขึ้น ผมเลยโน้มตัวลงไปนอนทับ แล้วจากนั้นผมก็................

 

.....................................

 

..............................

 

.......................

 

..............

.......

 

...

 

ขืนใจพี่กอล์ฟ

 

ผมทำไปด้วยอารมณ์ความโกรธปนความน้อยใจ

พี่กอล์ฟไม่ยอมส่งเสียงอ